โทรศัพท์ : 039-319-666, ที่อยู่ 38 ถ.เลียบเนิน ต.วัดใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี
ประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาล
ก่อนที่จะมีโรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรีนั้น สถานที่ให้บริการรักษาพยาบาลเป็นสุขศาลาชั้นหนึ่ง มีหลวงนรินทร์ประสาทเวช (เจน สุนทโรทัย) สาธารณสุขมณฑลจันทบุรี เป็นแพทย์ประจำการคนแรก สถานที่ตั้งเดิมอยู่บนถนนท่าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ปัจจุบันถูกรื้อถอนไปแล้ว และสร้างเป็นวิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี แผนกวิชาเครื่องประดับและอัญมณี ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 หลวงนรินทร์ประสาทเวช ขณะที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดจันทบุรี ได้ติดต่อกับกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นในจังหวัดจันทบุรี โดยได้เลือกพื้นที่ท้ายเนินปลัด (หรือเนินป่าโรงไห) ริมถนนเลียบเนินตรงข้ามกับทุ่งนาเชยเป็นที่ก่อสร้างโรงพยาบาล มีเนื้อที่ประมาณ 77 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา (ตามโฉนดเลขที่ 5754 มีจำนวน 74 ไร่ 20 ตารางวา) โดยบางส่วนเป็นที่ดินที่ได้รับบริจาคจากราษฎรผู้มีจิตศรัทธา
การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2481 แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2482 เป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง มีอาคารต่างๆประกอบด้วย ตึกอำนวยการชั้นเดียว ตึกผ่าตัดเล็ก เรือนคนไข้ 2 หลัง รับคนไข้ได้หลังละ 25 เตียง ตึกพระภิกษุและสามเณรอาพาธ รับคนไข้ได้ 18 เตียง โรงครัว โรงซักฟอก โรงไม้เก็บศพ และที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ในวันชาติของปี พ.ศ. 2483 คือ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ได้มีพิธีเปิดโรงพยาบาลโดยให้ชื่อว่า “โรงพยาบาลจันทบุรี” กรมสาธารณสุขได้แต่งตั้งนายแพทย์เลิศ สมบูรณ์ยิ่ง เป็นนายแพทย์ผู้ปกครอง ระหว่างปี พ.ศ. 2495 – 2496 ได้มีการขยายโรงพยาบาลเพิ่มเติมเพื่อครอบคลุม งานบริการให้มากขึ้น ทำให้โรงพยาบาลมีสถานะเป็นโรงพยาบาลขนาด 80 เตียง ในปี พ.ศ. 2497

ประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลจันทบุรีเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จมาประทับ ณ สวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ในปี พ.ศ. 2493 และวันหนึ่งทรงประสบอุบัติเหตุมีดบาดพระดัชนี และได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงพยาบาลจันทบุรี ทำให้ทรงตระหนักพระราชหฤทัยด้วยกุศลจิตว่า อาคารต่างๆที่มีอยู่แล้วยังน้อยเกินไป ไม่เพียงพอ แก่การรักษาพยาบาลประชาชนผู้เจ็บไข้ในจังหวัดนี้ และทรงมีดำริว่า ตึกผ่าตัดที่ทันสมัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรจะสร้างขึ้นก่อน พระองค์จึงได้ทรงพยายามจัดหาทุนทรัพย์สำหรับใช้ในการก่อสร้าง โดยพระราชทานเงิน ส่วนพระองค์เป็นทุนส่วนใหญ่ไว้ และได้แจ้งพระราชประสงค์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ รวมทั้งประชาชนทั่วไป กับได้ทรงจัดให้มีการแสดงละครขึ้นที่จังหวัดพระนครเมื่อปี พ.ศ. 2496 เพื่อหารายได้ มาสมทบทุนในการนี้ ในการสร้างตึกผ่าตัดหลังนี้
เมื่อความทราบถึงคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2496 โดย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี จึงมีมติให้ปรับปรุงขยายโรงพยาบาลจันทบุรีพร้อมจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย โดยอนุมัติงบประมาณเพื่อขยายโรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลขนาด 150 เตียง และให้เปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลจันทบุรีเป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ พระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายชื่อตึกผ่าตัด “ประชาธิปก” และ ป้ายชื่อ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า" เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ในปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาวางโครงการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้าให้เป็นโรงพยาบาลหลักและเป็นศูนย์การศึกษาวิชาพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยภาคตะวันออก โดยได้อนุมัติเงินเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยขึ้นที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า สมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2508 การก่อสร้าง แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 และเปิดรับนักเรียนเข้าเรียนในปีเดียวกันเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 20 คน

ในปี พ.ศ. 2509 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีพระราชเสาวนีย์ ทรงรับเป็นองค์พระบรมราชินูปถัมภ์โรงพยาบาลพระปกเกล้า และโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย (วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในปัจจุบัน) ทั้งโรงพยาบาลพระปกเกล้าและวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี จึงอยู่พระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา จนถึงเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2527 โดยขณะที่ทรงประทับที่วังสวนบ้านแก้ว พระองค์ได้เสด็จ พระราชดำเนินมาที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าและวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี หลายครั้ง
ในปี พ.ศ. 2524 นายแพทย์ชัยสิทธิ์ ธารากุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในขณะนั้น ได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบท พร้อมทั้งดำเนินการขออนุญาตใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งพลงเหนือ เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างอาคารพักนิสิตแพทย์ อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล รวมทั้งปรับปรุงพื้นที่เป็นสนามกีฬา สระกักเก็บน้ำ และระบบประปาของโรงพยาบาล ในโอกาสนี้ นายอภัย จันทวิมล ได้บริจาคที่ดินที่เป็นรอยต่อให้โรงพยาบาลเพิ่มอีกจำนวน 2 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ทำให้พื้นที่โรงพยาบาลมีอาณาเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน
ปี พ.ศ. 2525 โรงพยาบาลพระปกเกล้า ขยายขนาดเป็น 560 เตียง และเริ่มมีนิสิตแพทย์รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ของโครงการส่งเสริมการศึกษาแพทย์สำหรับชาวชนบทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงสาธารณสุข รวม 21 คน มาเรียนหลักสูตรแพทยศาสตร์ภาคคลินิกที่ศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า โดยในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิกแห่งแรกของประเทศไทย
โรงพยาบาลพระปกเกล้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) พระราชทานชื่ออาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินว่า “อาคารเทพรัตน์” และได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า 3 ครั้ง ครั้งแรก เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน ในการประกอบพิธีเปิดอาคารเทพรัตน์ และหออภิบาลรำไพพรรณี เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2537 ครั้งที่สอง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุเสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 และครั้งที่สาม เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรกิจการ ของโรงพยาบาลพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561
โรงพยาบาลพระปกเกล้า เดิมชื่อ “โรงพยาบาลจันทบุรี” เริ่มต้นจากแนวคิดของหลวงนรินทร์ ประสาทเวช (เจน สุนทโรทัย) เมื่อ พ.ศ. 2480 ที่ได้ประสานกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรี โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณ 50,000 บาท และใช้พื้นที่บริจาคจากประชาชนในจังหวัด การก่อสร้างเริ่มในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2481 และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2482 เป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง โรงพยาบาลเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ในชื่อโรงพยาบาลจันทบุรี ต่อมาได้มีการขยายและพัฒนาสถานที่และบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรือนคนไข้พิเศษ ตึกอายุรกรรมรังสี และตึกคลอดบุตร จนใน พ.ศ. 2497 สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 80 เตียง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจาก พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงตระหนักถึงความขาดแคลนด้านการรักษาพยาบาลของประชาชนในจังหวัดจันทบุรีและทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาศักยภาพโรงพยาบาล โดยเฉพาะการจัดสร้างตึกผ่าตัดและจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ต่อมาใน พ.ศ. 2496 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ขยายโรงพยาบาลและเปลี่ยนชื่อจาก “โรงพยาบาลจันทบุรี” เป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมอนุมัติงบประมาณเพื่อขยายโรงพยาบาลเป็นขนาด 150 เตียง การก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2498 ตึกประชาธิปก ถือเป็นสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2498 และก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2499 ภายในประกอบด้วยห้องผ่าตัด ห้องดมยาสลบ และพื้นที่สำหรับบุคลากรทางการแพทย์พร้อมทั้งทรงจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ผ่าตัดให้ครบถ้วน ทำให้ตึกประชาธิปก เป็นตึกผ่าตัดที่ทันสมัยอย่างมากในยุคนั้น
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดแพรคลุมป้ายชื่อตึกประชาธิปกและป้ายชื่อโรงพยาบาลพระปกเกล้า นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความสำคัญของโรงพยาบาลต่อประชาชนจังหวัดจันทบุรี นับแต่นั้น โรงพยาบาลพระปกเกล้าได้ดำรงบทบาทในการให้บริการด้านการแพทย์ และสาธารณสุขแก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี ตึกประชาธิปกและพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโรงพยาบาลและเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่และประชาชนให้ความเคารพสักการะ ต่อมาในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2507 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเจิมป้ายโรงพยาบาลพระปกเกล้าและทรงเยี่ยมผู้ป่วย
ปัจจุบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี เป็นโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิขั้นสูง(Premium plus Hospital, P+) ขนาด 755 เตียง โดยมีพันธกิจหลักในการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับเชี่ยวชาญ (Excellence Center) ที่รองรับการรักษาโรคที่มีความยุ่งยาก ซับซ้อน และต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้ยุทธศาสตร์การเป็น “โรงพยาบาลทันสมัย ศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับเชี่ยวชาญของภูมิภาคตะวันออก”เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียง อีกทั้งยังเป็นสถาบันหลักในการผลิตแพทย์ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อบ่มเพาะบุคลากรไปรับใช้ชุมชนในอนาคต ซึ่งมีบทบาทความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขในพื้นที่สุขภาพเขตที่ 6 และภาคตะวันออก
ด้วยภารกิจที่ครอบคลุมและปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขี้นอย่างต่อเนื่อง ความพร้อมด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยชีวิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมีต้นทุนค่อนข้างสูง งบประมาณปกติ อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เร่งด่วนและครอบคลุมในทุกแผนก
โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี รับความอนุเคราะห์และการสนับสนุนจากทางมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา โดยมีรายการสนับสนุนประเดิมชิ้นสำคัญ คือ ระบบท่อส่งก๊าซทางการแพทย์ (Central Pipe Line) ในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2530 (ราคาทุน 300,000 บาท) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยวิกฤตในยุคนั้นเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่สนับสนุนโรงพยาบาลประปกเกล้าสามารถจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลนได้อย่างทันท่วงที หลังจากนั้นเป็นต้นมา การสนับสนุนจากมูลนิธิฯ ก็ได้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ยานพาหนะ (เช่น รถยนต์ตู้ในปี พ.ศ. 2531) ครุภัณฑ์สำนักงาน ตลอดจนอุปกรณ์สนับสนุนการรักษาพยาบาลในแผนกต่าง ๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี ได้รับการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์ทุกปี รวมเป็นเงิน 61,441,831 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและการเกื้อกูลในสังคมไทยครุภัณฑ์ทางการแพทย์ทุกชิ้นที่ได้รับผ่านการสนับสนุนจากมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ช่วยต่อลมหายใจและบรรเทาความเจ็บป่วยให้กับประชาชนจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียง (จันทบุรี ตราด สระแก้ว และระยองบางส่วน) และเป็นหนึ่งในการพัฒนาสาธารณสุข การได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงสายใยแห่งความห่วงใยของมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี และความร่วมมือของประชาชนจังหวัดจันทบุรี ส่งผลให้โรงพยาบาลสามารถจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเข้ามาเสริมความพร้อมในการวินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างรวดเร็วเพิ่มศักยภาพการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนชาวจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้ผู้ป่วยที่มารับบริการได้รับการดูแลรักษาที่มีมาตรฐานสูงขึ้นรวมถึงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มข้อจำกัดของภาครัฐ ทำให้โรงพยาบาลพระปกเกล้าสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสุขภาพที่พึ่งพิงของประขาชนจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระบบสาธารณสุขในปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จ พระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายชื่อตึกผ่าตัด “ประชาธิปก” และ ป้ายชื่อ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า" เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ในปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาวางโครงการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้าให้เป็นโรงพยาบาลหลักและเป็นศูนย์การศึกษาวิชาพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยภาคตะวันออก โดยได้อนุมัติเงินเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยขึ้นที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า สมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2508 การก่อสร้าง แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 และเปิดรับนักเรียนเข้าเรียนในปีเดียวกันเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 20 คน
เมื่อความทราบถึงคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2496 โดย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี จึงมีมติให้ปรับปรุงขยายโรงพยาบาลจันทบุรีพร้อมจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย โดยอนุมัติงบประมาณเพื่อขยายโรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลขนาด 150 เตียง และให้เปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลจันทบุรีเป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
ประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลจันทบุรีเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จมาประทับ ณ สวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ในปี พ.ศ. 2493 และวันหนึ่งทรงประสบอุบัติเหตุมีดบาดพระดัชนี และได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงพยาบาลจันทบุรี ทำให้ทรงตระหนักพระราชหฤทัยด้วยกุศลจิตว่า อาคารต่างๆที่มีอยู่แล้วยังน้อยเกินไป ไม่เพียงพอ แก่การรักษาพยาบาลประชาชนผู้เจ็บไข้ในจังหวัดนี้ และทรงมีดำริว่า ตึกผ่าตัดที่ทันสมัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรจะสร้างขึ้นก่อน พระองค์จึงได้ทรงพยายามจัดหาทุนทรัพย์สำหรับใช้ในการก่อสร้าง โดยพระราชทานเงิน ส่วนพระองค์เป็นทุนส่วนใหญ่ไว้ และได้แจ้งพระราชประสงค์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ รวมทั้งประชาชนทั่วไป กับได้ทรงจัดให้มีการแสดงละครขึ้นที่จังหวัดพระนครเมื่อปี พ.ศ. 2496 เพื่อหารายได้ มาสมทบทุนในการนี้ ในการสร้างตึกผ่าตัดหลังนี้
การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2481 แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2482 เป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง มีอาคารต่างๆประกอบด้วย ตึกอำนวยการชั้นเดียว ตึกผ่าตัดเล็ก เรือนคนไข้ 2 หลัง รับคนไข้ได้หลังละ 25 เตียง ตึกพระภิกษุและสามเณรอาพาธ รับคนไข้ได้ 18 เตียง โรงครัว โรงซักฟอก โรงไม้เก็บศพ และที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ในวันชาติของปี พ.ศ. 2483 คือ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ได้มีพิธีเปิดโรงพยาบาลโดยให้ชื่อว่า “โรงพยาบาลจันทบุรี” กรมสาธารณสุขได้แต่งตั้งนายแพทย์เลิศ สมบูรณ์ยิ่ง เป็นนายแพทย์ผู้ปกครอง ระหว่างปี พ.ศ. 2495 – 2496 ได้มีการขยายโรงพยาบาลเพิ่มเติมเพื่อครอบคลุม งานบริการให้มากขึ้น ทำให้โรงพยาบาลมีสถานะเป็นโรงพยาบาลขนาด 80 เตียง ในปี พ.ศ. 2497